Showing posts with label ก่อนตั้งครรภ์. Show all posts
Showing posts with label ก่อนตั้งครรภ์. Show all posts

Monday, September 9, 2013

กินอะไรในช่วงตั้งครรภ์



ในช่วงที่หญิงตั้งครรภ์นั้นควรกินอาหารที่มีประโยชน์และกินครบตามหลักโภชนาการทั้ง 5 หมู่

1.โปรตีน เป็นสารอาหารหลักและสำคัญต่อการสร้างอวัยวะและส่งเสริมการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ อีกทั้งยังช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึหรอให้แก่แม่อีกด้วย

รับสารอาหารประเภทโปรตีนได้จาก : เนื้อ นม ไข่ ถั่ว

- เนื้อ ควรเป็นเนื้อที่สุก

- นม การดื่มนำกับผู้หญิงตั้งครรภ์นั้น หากคุณแม่ไม่เคยดื่มเป็นประจำมาก่อน อาจจะทำให้แพ้นมวัวได้ ส่วนนมประเภทนมข้นหวานควรงด เนื่องจากนมประเภทนี้ให้โปรตีนน้อยแถมยังมีน้ำตาลอีกมากด้วย

- ไข่ ควรกินอย่างน้อย 1 ฟองต่อวันและเป็นไข่สุกเท่านั้น

- ถั่ว เช่นพวกนมถั่วเหลือง น้ำเต้าหู้ เป็นทางเลือกให้แก้สำหรับผู้หญิงที่แพ้นมวัว

2.คาร์โบไฮเดรต เป็นสารอาหารที่ให้พลังงาน

รับสารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตได้จาก : ข้าว แป้ง น้ำตาล

3.ไขมัน เป็นสารอาหารที่ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายควรรับประทานแต่ให้น้อยลง เพราะจะทำให้คุณแม่อ้วน

รับสารอาหารประเภทไขมันได้จาก : ไขมันสัตว์ น้ำมันสัตว์ น้ำมันพืช

4.วิตามิน เป็นสารอาหารที่ให้ประโยชน์หลายประการต่อร่างกาย เช่น วิตามิน A, วิตามิน B, วิตามิน C, วิตามิน D กรดโฟลิกหรือโฟเลต และวิตามินอื่นๆ

วิตามิน A : ผักตำลึง ยอดชะอม คะน้า แครอท ยอดกระถิน ผักโขม ฟักทอง มะม่วงสุก บรอกโคลี แคนตาลูบ แตงกวา ผักกาดขาว มะละกอสุก หน่อไม้ฝรั่ง มะเขือเทศ พริกหวาน แตงโม กระเจี๊ยบเขียว

วิตามิน B :  อาหารที่มาจากพืชผักทั้งหมด

วิตามิน C : ฝรั่ง สับปะรด บรอกโคลี น้ำมะนาว กล้วยชนิดต่างๆ กะหล่ำ สตรอว์เบอร์รี่ มะเขือเทศ มะละกอ

วิตามิน D : นม เนย ปลาทู ไข่แดง ปลาซาดีน ปลาแซลมอน

5.แร่ธาตุ ต่างๆ เช่น ธาตุเหล็ก แคลเซี่ยม

ธาตุเหล็ก : ไข่แดง ผักใบเขียว

แคลเซี่ยม : นม เนย ถั่ว ปลาเล็ก ผักใบเขียว


สุดท้ายนี้อาหารทุกอย่างควรรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะ

Saturday, September 7, 2013

โฟลิกคืออะไร? โฟเลทคืออะไร?


โฟลิกคืออะไร? โฟเลทคืออะไร?

โฟลิกหรือโฟเลท (Folic acid/Folate) คือวิตามิน B9 ซึ่งมีประโยชน์หลายประการสำหรับเด็กทารก ช่วยในการสร้างเม็ดเลือด ระบบประสาท และรดความเสี่ยงทีีทำให้เกิดความพิการในทางรก อธิเช่น ปากแหว่ง เพดานโหว่ โรคหัวใจพิการ โรคท่อไขสันหลังพิการ

เพื่อป้องการความเสี่ยงก่อนที่คุณแม่จะตั้งครรภ์ควรที่จะเตรียมพร้อมกิน โฟลิกหรือโฟเลท ก่อนที่จะตั้งครรภ์ อย่างน้อย 1-3 เดือน แรกก่อนตั้งครรภ์ จนครบไตรมาสแรก ( 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์)

กรดโฟลิกนั้นนอกจากจะรับทานจากยาเสริมแล้ว ยังสามารถรับประทานได้จากผักใบเขียว บร็อคโคลี่ ผักกาดหอม กุยช่าย คึ่นช่าย


อาการตั้งครรภ์

สัญญาณการตั้งครรภ์มีดังนี้
1.ประจำเดือนขาด
ถ้าคุณเป็นคนที่ประจำเดือนมาสม่ำเสมอไม่เคยขาด ไม่มีภาวะเครียด เมื่อผ่านไปหลายวันประจำเดือนก็ยังไม่มา ควรหาซื้อที่ตรวจตั้งครรภ์มาตรวจได้เลย
2.เวียนหัว อาเจียน
ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอาการแพ้ท้อง ซึ่งเป็นช่วงที่ฮอร์โมนในร่างกายจึงอาจมีอาการดังกล่าวเกิดขึ้น กินอาหารไม่ลง เบื่ออาหาร ทั้งนี้บางคนก็ไม่มีอาการนี้เลยก็ว่าได้
3.ตัวร้อนขึ้น
อุณหภูมิร่างกายที่เพิ่มขึ้น หัวใจเต้นเร็วขึ้น
4.จมูกมีความไวต่อกลิ่น
จมูกจะมีความไวมากขึ้น ได้กลิ่นที่ไม่ชอบ เหม็น คาว กลิ่นอาหารบางชนิด กลิ่นวัตถุต่างๆ ซึ่งกลิ่นนี้จะนำพามาทำให้รู้สึกวิงเวียนศีรษะอาจจะถึงขั้นอาเจียรเลยก็ว่าได้
5.อารมแปรปรวน
ซึ่งผลนั้นก็มาจากระดับฮอร์โมนที่มีการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน
6.เหนื่อยง่าย
ทำอะไรก็เหนื่อยไปหมด รู้สึกอยากพักผ่อน
7.ปัสสาวะบ่อยขึ้นและมีสีเข้มขึ้น
ฮอร์โมนในร่างกายเปลี่ยน ขนาดของท้องเริ่มจะขยาย ทำให้ไปบีบทางเดินปัสสาวะ
8.อยากกินอาหารแปลกๆ
บางครั้งก็เกิดการเบื่ออาหาร รู้สึกขมๆในปาก จึงทำให้รู้สึกอยากกินอะไรแปลกๆ ของที่ไม่ค่อยได้กินมาก่อน ของที่ไม่เคยกิน หรือของที่เปรี้ยวๆ
9.เต้านมขยาย คัดเต้านม
เต้านมขยายใหญ่ขึ้น เริ่มมีเส้นเลือดสีดำรอบๆเต้านม
10.ท้องผูก
ลำไส้มีการบีบตัวได้น้อยลง มดลูกกดทับลำไส้ใหญ่ อาการท้องผูกจะเพิ่มขึ้น ควรดื่มน้ำมาก ๆ ทานอาหารที่มีกากใยเช่นผักและผลไม้ จะช่วยลดอาการท้องผูกได้
11.มีเลือดออกทางช่องคลอด
เป็นเลือดที่ไม่เหมือนประจำเดือน มีกระปริบกระปรอย แค่เป็นรอยเปื้อนที่กางเกงใน ซึ่งอาการนี้อาจจะเกิดจากตัวอ่อนเริ่มทำการฝังตัวลงสู่มดลูก ภาษาชาวบ้านเรียกว่า เลือดล้างหน้าเด็ก จะอยู่ในระยะเวลาเริ่มประมาณวันที่ 5-6

ตรวจเลือดก่อนตั้งครรภ์


ตรวจภูมิคุ้มกันหัดเยอรมัน
การติดเชื้อหัดเยอรมันช่วงตั้งครรภ์นั้นมีผลโดยตรงต่อเด็กในท้อง อาจจะทำให้เด็กเกิดความพิการได้ ทั้งนี้ทางแพทย์จะตรวจดูว่ามีภูมิคุ้มกันหัดเยอรมันหรือไม่ หากยังไม่มีแพทย์จะทำการฉีดยาให้อีกที
ตรวจหาโรคฟิซิลิส (VDRL)
โรคฟิซิลิสนั้นติดต่อมาจากการมีเพศสัมพันธ์ ตัวคุณแม่เองจะไม่มีอาการให้เห็น แต่ส่งผลให้ลูกในท้องนั้นไม่มีการเจริญเติมโต มีความผิดปรกติในสมอง มีความพิการในอวัยวะต่างๆได้
ตรวจหาโรคและภูมิคุ้มกันไวรัสตับอักเสบบี (HBsAG &  Anti-HBs)
เชื้อไวรัสตับอักเสบ บี สามารถติดต่อทาง เลือด น้ำเชื้อ น้ำลาย และจากแม่ไปสู่ลูก ซึ่งอาการของโรคนี้คือทำให้ตาเหลือง ตัวเหลือง อ่อนเพลีย
ตรวจหาเชื่อเอดส์ (Anti HIV)
สามารถติดต่อทาง เลือด น้ำอสุจิ น้ำหล่อลื่นช่องคลอด น้ำหลั่งก่อนการหลั่งอสุจิ และนมมารดา อาจติดต่อผ่านเพศสัมพันธ์ไม่ว่าจะเป็นทางช่องคลอด หรือทวารหนัก หรือช่องปาก, การรับเลือด, การใช้เข็มฉีดยาที่ปนเปื้อน, ติดต่อจากแม่สู่ลูกขณะตั้งครรภ์ คลอด ให้นม หากแพทย์พบการติดเชื้อก็จะรีบทำการให้ยาเพื่อลดการติดเชื้อจากแม่ไปยังลูกได้


การฝากครรภ์


Q: ฝากครรภ์คืออะไร ?
A: คือการตรวจสุขภาพเบื้องต้นหาสิ่งผิดปรกติต่างๆที่ส่งผลแก่ลูกน้อย พร้อมทั้งติดตามความผิดปรกติเป็นระยะๆ
Q: ควรไปฝากครรภ์เมื่อไหร่ดี ?
A: เมื่อรู้ว่าตั้งครรภ์ควรไปทันที ช้าสุดไม่ควรเกิด 3 เดือน
Q: ฝากครรภ์ที่ไหนดี อะไรเป็นตัวเลือกในการตัดสินใจในการฝากครรภ์ ?
A: ควรเลือก รพ. ที่อยู่ไกล้บ้าน หรือไกล้ที่ทำงาน สะดวกสะบายของคุณแม่ ไม่ควรอยู่ไกลจนเกินไป เพราะช่วงหลังๆหมอจะนัดมาตรวจค่อนข้างบ่อย หากท้องแก่แล้วก็จะสามารถมาที่ รพ. ได้สะดวกอีกด้วย
Q: ฝากครรภ์ไปแล้วเปลี่ยน รพ. ได้หรือไม่ ?
A: ได้ นั่นเป็นสิทธิของเรา อาจจะเลือก รพ. ที่เราคิดว่าถูกใจ มีแพทย์หรือพยาบาลที่เรารู้จักเชื่อใจ เพราะเราเองต้องเข้าออก รพ. นั้นอยู่บ่อยๆเป็นเวลา 9 เดือน หากเรารู้สึกพึงพอใจและสบายใจแก่เราแล้ว มันก็จะเป็นผลดีต่อสุขภาพจิตของเราและลูกน้อยในท้อง
Q: เตรียมตัวฝากครรภ์ต้องทำอะไรบ้าง ?
A: แรกสุดทำจิตใจให้สบายไว้ก่อน เตรียมข้อมูลประวัติเรื่องสุขภาพของเรา
Q: ฝากครรภ์หมอถามอะไรบ้าง ?
A:
1.ประจำเดือนครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ โดยเริ่มนับจากสัปดาห์แรกเริ่มจากวันแรกของประจำเดือนที่มาครั้งสุดท้าย เพื่อกำหนดวันคลอด
2.ประวัติการตั้งครรภ์ ประวัติการแท้ง การขุดมดลูก โรคประจำตัว ประวัติการแพ้ยา โรคติดต่อทางพันธุกรรม
Q: ฝากครรภ์หมอตรวจอะไรบ้าง ?
A: ตรวจสุขภาพทั่วไป ชั่งน้ำหนัก วัดความดัน วัดเบาหวาน ตรวจขนาดของมดลูก ตรวจเต้านม ตรวจเลือดดูความเสี่ยงของโลหิตจาง ปริมาณของเกร็ดเลือด ขนาดของเม็ดเลือดแดง
Q: ฝากครรภ์ครั้งแรกหมออัลตราซาวด์ให้หรือไม่
A: ขึ้นอยู่กับหมอ บางที่หมอก็ยังไม่ซาวด์ให้จนกว่าอายุครรภ์จะอยู่ที่ประมาณ 12 สัปดาห์ บางที่หมอยังไม่อยากจะซาวด์ให้ก่อนเนื่องจากว่าซาวด์ไปก็ยังมองเห็นอะไรไม่มากนัก ทำให้คุณแม่เกิดความเครียดกลัวว่าตัวเองยังไม่ท้อง กลัวจะเป็นท้องลม ซึ่งการซาวด์ช่วงหลัง 12 สัปดาห์จะทำให้เห็นอะไรชัดเจนมากยิ่งขึ้น
Q: อัลตราซาวด์นั้นมีผลต่อเด็กในท้องหรือไม่ ?
A: ไม่มีผลอันตรายใดๆกับเด็กในท้อง

การตรวจตั้งครรภ์


Q: เมื่อไหร่ควรที่จะตรวจการตั้งครรภ์
A: เมื่อประจำเดือนขาด บางคนก็ 1 วันรู้ผล บางคนก็ 2 วัน บางคนก็ 5 วัน บางคน 7 วัน ซึ่งไม่แน่ไม่นอนแล้วแต่คน
Q: ที่ตรวจครรภ์มีกี่แบบ
A: หลักที่เห็นกันบ่อยๆมี 2 แบบคือ แบบจุ่มและแบบหยด
Q: ควรตรวจครรภ์เมื่อไหร่ เวลากี่โมง?
A: ควรตรวจช่วงหลังตื่นนอน ปัสสาวะครั้งแรกของวัน ซึ่งจะเป็นช่วงที่มีประมาณฮอโมนสูงสุดได้ผลดีที่สุด และก็ควรเป็น
Q: ตรวจแล้วขึ้น 2 ขีด ท้องชัวร์มั้ย?
A: ที่ตรวจครรภ์ค่อนข้างแม่นยำ อาจจะขึ้นขีดจางหรือเข้มแล้วแต่ฮอโมนในร่างกาย แนะนำให้ตรวจซ้ำอีกรอบ
Q: ตรวจแล้วขึ้น 2 ขีดจางๆจะท้องมั้ย?
A: ตามคำตอบที่แล้ว ที่ตรวจครรภ์ค่อนข้างแม่นยำ อาจจะขึ้นขีดจางหรือเข้มแล้วแต่ฮอโมนในร่างกาย แนะนำให้ตรวจซ้ำอีกรอบ
Q: ตรวจแล้วไม่ขึ้นซักขีดจะท้องมั้ย?
A: บางคนตรวจแล้วไม่พบ แต่พอตรวจเลือดกลับพบว่าท้องก็มี หากมีอาการผิดปรกติและประจำเดือนไม่มาเป็นเวลานานตรวจแล้วไม่พบ ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจเลือดซ้ำอีกรอบ
*ควรตรวจสอบวันหมดอายุข้างกล่อง


วิธีการเลือกเพศลูก


วิธีการเลือกเพศลูก
สามารถทำได้ 3 วิธีคือ
วิธีธรรมชาติ , ทำเด็กหลอดแก้ว, ฉีดเชื้อผสมเทียม
บทความนี้จะเสนอวิธีธรรมชาติที่ช่วยให้เพิ่มโอกาสได้มากขึ้น
เนื่องจากน้ำอสุจิของผู้ชายนั้นจะมี sperm อยู่ 2 ชนิดด้วยกันคือ สเปิร์มตัวผู้ (Sperm-y), สเปิร์มตัวเมีย (Sperm-x)
สเปิร์มตัวผู้
ตัวเล็ก
ว่องไว
ไม่ชอบสภาวะเป็นกรด
เคลื่อนที่ได้ไวในสภาพด่าง
มีอายุน้อย
สเปิร์มตัวเมีย
ตัวใหญ่อ้วน
เชื่องช้า
ทนต่อสภาวะกรด
มีอายุยาวนาน
เพิ่มโอกาสเพศชายงดมีเพศสัมพันธ์ซักระยะ
สอดอวัยวะเพศให้ลึก
ฝ่ายหญิงถึงจุดสุดยอดทำให้เกิดสภาวะด่าง
ใช้หนอมหนุนรองก้น
ยกขาขึ้นสูง
มีเพศสัมพันธ์ในช่วงวันไข่ตกพอดี
ส่วนเพศหญิงก็ทำตรงกันข้ามจากที่กล่าวมา
ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับอีกหลายๆปัจจัยและวิธีดั่งกล่าวก็ไม่สามารถทำให้เกิดผลได้ 100% แต่คุณพ่อคุณแม่ทั้งหลายก็อย่าลืมว่า ลูก ผู้ชายหรือผู้หญิง ก็คือลูกเราเช่นกัน

การตรวจสุภาพก่อนตั้งครรภ์


การตรวจสุภาพก่อนตั้งครรภ์ คือการตรวจหาโรคและความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายของแม่และลูก ควรตรวจทั้งพ่อและแม่เลย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วัย 35 ปีขึ้นไป
ตวรจเลือด ขึ้นอยู่กับโปรแกรมตรวจสุขภาพก่อนตั้งครรภ์ของ รพ. นั้นๆ อาจจะมีมากกว่านี้ แต่หลักๆแล้วก็จะมี
- ตรวจกรุ๊ปลือด (Blood group)
- ตรวจภูมิคุ้มกันไวรัสเอดส์ (Anti HIV)
- ตรวจภูมิคุ้มกันหัดเยอรมัน (Rubella IG)
- ตรวจหาภูมิคุ้มกันไวรัสตับอักเสบบี (Anti HBs)
- ตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบบี (HBs Ag)
- ตรวจความสมบูรณ์ของเลือด (CBC )
- ตรวจหาความเสี่ยงโรคธารัสซีเมีย (Hemoglobin E)
- โรคเบาหวาน
หลังจากตรวจภูมิคุ้มกันหัดเยอรมันหรือภูมิคุ้มกันไวรัสตับอักเสบบี ไม่พบว่ามีภูมิคุ้มกัน จะได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันหัดเยอรมันหรือภูมิคุ้มกันไวรัสตับอักเสบบี ก่อนตั้งครรภ์ หลังจากฉีดแล้วต้องคุมกำเนิดงดมีบุตรในช่วงนี้เป็นเวลา 3 เดือน
จ่ายยาบำรุง
โฟลิกแอซิด หรือ โฟเลต (Folic acid , Folate) ให้ทานก่อนตั้งครรภ์เป็นระยะเวลา 3 เดือน เนื่องจากวิตามินในตัวยานั้น สามารถป้องการความทางสมองและประสาทไขสันหลังได้
โฟลิกมีส่วนประกอบสำคัญในการสร้างเม็ดเลือดแดงทั้งแม่และลูก ใช้ในการสร้างเซลล์พันธุกรรม ป้องกันโรคโรคหัวใจ และโรคพิการแต่กำเนิด ผักใบเขียว ถั่ว ธัญพืช ต่างๆนั้นก็มีสารของโฟลิกประกอบด้วยเช่นกัน

การวางแผนการตั้งครรภ์

การวางแผนการมีลูกนั้นเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างมาก ปัจจุบันนี้มีคนตั้งครรภ์โดยไม่พร้อม สุดท้ายก็ไปทำแท้งนั้นเป็นเรื่องไม่ดีผิดศิลธรรม ดังนั้นควรเตรียมความพร้อมเสียก่อน
ความพร้อมทางด้านร่างกาย
ควรไปพบแพทย์ก่อนที่จะมีบุตร เพื่อตรวจร่างกายตรวจเลือดดูความพร้อม ของร่างกายว่าพร้อมที่จะมีลูกได้หรือไม่
(ร่างกายที่ไม่พร้อม คือ ร่างกายที่มีโรคติดต่อทางพันธุกรรมบางโรค ซึ่งมีผลโดยตรงไปยังลูก ทำให้ลูกนั้นไม่มีความสมบูรณ์)
ตรวจก่อนตั้งครรภ์ตรวจอะไรบ้าง ??
- กรุ๊ปเลือด
- คัดกรองโรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย
- หัดเยอรมัน
- โรคทางพันธุกรรม ต่างๆเช่น โรคเอดส์ โรคไวรัสตับอักเสบบี โรคซิฟิลิส
หลังจากไปพบแพทย์เสร็จแล้วนั้นแพทย์จะให้ยาบำรุงร่างกายมา ก็คือยา โฟลิกแอซิด หรือ โฟเลต (Folic acid , Folate) และ แคลเซี่ยม มาให้ทานก่อนที่จะมีบุตร
ความพร้อมทางด้านจิตใจหากต้องการให้ลูกมีสุขภาพจิตและร่างกายที่ดีนั้น ต้องเริ่มที่แม่ก่อน ฝึกโดยการนั่งสมาธิ ออกกำลังกาย หรือไปเที่ยวในสถานที่ต่างๆที่มีอากาศบริสุทธิ์ พร้อมทั้งหาเพลงที่ตัวเองชอบนั่งฟังไปเพลินๆชิลๆ จะทำให้จิตใจสบายขึ้นมาก
ความพร้อมทางด้านการเงินแน่นอนว่าทุกอย่างต้องใช้เงิน เริ่มตั้งแต่ไปตรวจสุขภาพ ยา ฝากท้อง คลอด เลี้ยงดู ซึ่งทั้งหมดนี้ย่อมมีค่าใช้จ่ายต่างๆนาๆและจำเป็น เป็นอย่างยิ่ง
ความพร้อมทางการเลี้ยงดูเมื่อลูกลืมตาขึ้นมาดูโลกปุ๊บ เราก็จำเป็นต้องเลี้ยงดูจนกว่าเค้าจะโตซึ่งต้องใช้เวลาค่อนข้างนาน ยิ่งช่วงแรกๆนั้นแทบจะห่างไม่ได้เลย เนื่องจากลูกยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ พ่อแม่วัยทำงานที่ต้องหาเลี้ยงปากท้องนั้นก็จำเป็น คงต้องช่วยกันคิดหาวิธีและทางออกว่า จะหาใครมาเลี้ยงดู ไม่ว่าจะเป็นญาติพี่น้อง หรือ พี่เลี้ยง ก็ตามตกลงและความเหมาระสม